เค้กส้ม

เค้กส้ม

ส่วนผสม

1.     แป้งเค้ก 300 กรัม

2.     ผงฟู เอชฟู้ด 2 ช้อนชา

3.     น้ำตาลทราย 140 กรัม

4.     ไข่แดง 7 ฟอง

5.     น้ำมันพืช 100 กรัม

6.     น้ำส้มคั่น 150 กรัม

7.     ไข่ขาว 7 ฟอง

8.     ครีมออฟทาร์ทาร์ 1 ช้อนชา

9.     น้ำตาลทราย 140 กรัม

 

 วิธีทำ

1.     ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู รวมกัน พักไว้

2.     ผสมน้ำตาล ไข่แดง น้ำมัน น้ำส้มคั้น คนให้เข้ากัน

3.     เติมแป้งที่ร่อนไว้ลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง พักไว้

4.     ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ พอฟู ค่อยๆใส่น้ำตาลทราย ตีต่อจนตั้งยอดแข็ง นำไปผสมกับส่วนของไข่แดงจนเข้ากัน

5.     เทใส่พิมพ์ที่ทาไขมันรองด้วยกระดาษและทาไขมันทับอีกครั้ง

     6.     นำเข้าอบด้วยความร้อน 350 องศาฟาเรนไฮด์ จนสุก

แหล่งที่มา   http://food.thaibizcenter.com/fdetail.asp?ftipsid=10269

โรตีกรอบ

โรตีกรอบ

   โครงการวิจัยเรื่อง “ศึกษารูปแบบการพัฒนาโรตีกรอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านและโภชนาการ ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารของกลุ่มสตรีปูยุด ตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี” เป็นการร่วมกับระหว่างชาวบ้านในฐานะสมาชิกกลุ่มสตรีปูยุด บุคลากรของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองปัตตานี และอาจารย์กัณหา กะระณา อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ เพื่อทดลองการแก้ปัญหาโรตีกรอบที่อมน้ำมัน โดยตั้งสมมติฐานว่าอาจเกิดจากตัวแปร 3 ตัวแปร คือ ชนิดของแป้งที่ใช้ สมุนไพรที่ผสมในเนื้อแป้ง และกรรมวิธีในการทอด

            ตัวแปรที่ 1 ทีมวิจัยได้ทดลองดูส่าแป้งยี่ห้อต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดเมื่อนำมาผลิตโรตีกรอบแล้วได้ผลเป็นอย่างไร ทั้งในเรื่องของรสชาติ ความกรอบ และการอมน้ำมัน โดยได้เลือกแป้งหมี่ 4 ยี่ห้อ คือ ยี่ห้อผักกาดแดง ยี่ห้อรถถัง ยี่ห้อกุหลาบ และยี่ห้อสะพาน การเลือกยี่ห้อแป้งที่ใช้ได้คำนึงถึงราคาที่ไม่แพงไปกว่าการลงทุนตามปกติของกลุ่มมากนัก และต้องการซื้อได้ง่าย วางขายตามท้องตลาดทั่วไปในชุมชน ผลจากการทดลองมีข้อค้นพบ คือ แป้งยี่ห้อรถถังมีคุณภาพที่สุด ทั้งรสชาติ กลิ่น ความกรอบ อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าแป้งผักกาดแดงที่กลุ่มใช้ผลิตโรตีกรอบเพื่อจำหน่าย แต่ปัญหาการอมน้ำมันยังคงมีอยู่

      จากการหารือกับนักวิชาการแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าเมื่อได้แป้งที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ลองวิเคราะห์ปัญหาการอมน้ำมันดูว่าโรตีกรอบที่มีแป้งชั้นนอกกับแป้งชั้นในนั้น แป้งชั้นในมีผลต่อการอมน้ำมันหรือไม่ ทดลองเปลี่ยนชนิดของแป้งระหว่างแป้งหมี่และแป้งมัน ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เลือกแป้งหมี่ยี่ห้อรถถัง แป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดง แป้งมันยี่ห้อรถถัง และแป้งมันยี่ห้อผักกาดแดง มาทดลองคุณภาพว่าแป้งชนิดใด ยี่ห้อใด เหมาะสำหรับเป็นแป้งชั้นในมากที่สุด โดยแป้งชั้นนอกให้เป็นสูตรคงที่คือแป้งหมี่ยี่ห้อรถถัง ผลจากการทดลองพบว่าแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงมีคุณภาพดีที่สุด เหมาะสำหรับนำมาทำเป็นแป้งชั้นใน รวมทั้งกำหนดส่วนผสมอื่นๆ ในเนื้อแป้งขณะนวดให้คงที่ทุกครั้ง พร้อมกับคำนวณค่าใช้จ่ายเพื่อวางแผนการจำหน่ายไปด้วย ดังนี้

            1. ส่วนผสมแป้งชั้นนอก ประกอบด้วย
1.1 แป้งหมี่ยี่ห้อรถถัง น้ำหนัก 500 กรัม ราคา 9 บาท
1.2 น้ำตาลทรายชนิดละเอียด น้ำหนัก 10 กรัม ราคา 1 บาท
1.3 เกลือป่น น้ำหนัก 10 กรัม ราคา 1 บาท
1.4 ไข่ไก่ น้ำหนัก 30 กรัม ราคา 1 บาท
1.5 น้ำปูนใส น้ำหนัก 20 กรัม ราคา 1 บาท
1.6 น้ำมันพืช น้ำหนัก 10 กรัม ราคา 1 บาท
1.7 น้ำเย็น น้ำหนัก 160 กรัม ราคา 1 บาท

         2. ส่วนผสมแป้งชั้นใน
2.1 แป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดง น้ำหนัก 70 กรัม ราคา 2 บาท
2.2 แป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดง น้ำหนัก 70 กรัม ราคา 2 บาท

         3. น้ำมันปาล์มสำหรับทอดยี่ห้อหยก น้ำหนัก 900 กรัม ราคา 26 บาท

            4. วิธีการทำโรตีกรอบ
นำแป้งพร้อมส่วนผสมทั้งหมดลงนวดในเครื่องนวดแป้งนานประมาณ 7 นาที แล้วนำแป้งมาแบ่งเป็น 3 ก้อนๆ ละ 250 กรัม พักแป้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำแป้งแต่ละก้อนมาคลึงเป็นแผ่นบางๆ แล้วทาด้วยแป้งชั้นในบางๆ เกลี่ยให้เท่าๆ กัน ม้วนแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ได้ประมาณ 22 ชิ้น นำแป้งชิ้นเล็กมาคลึงให้แบนเรียบแล้วลงทอดในน้ำมันปาล์ม ระดับไฟปานกลาง สังเกตว่าแป้งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มจึงยกมาพักในตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน
โดยสรุป แป้งชั้นนอก ใช้แป้งหมี่ยี่ห้อรถถัง แป้งชั้นใน ใช้แป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดง ความบังเอิญที่หยิบส่วนผสมของแป้งชั้นในผิด แต่กลับได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ จนได้สูตรใหม่คือแป้งมันที่ผสมในแป้งชั้นในแล้วเกิดชั้นได้ดีขึ้น ทดลองทำโรตีกรอบสมุนไพร โดยแป้งชั้นในได้เปลี่ยน จากแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงเป็นแป้งมัน และแป้งข้าวจ้าว ผลจากการชิมพบว่าแป้งมันได้ผลดีกว่าแป้งข้าวจ้าว แต่รสชาติยังสู้แป้งผักกาดแดงไม่ได้ จึงให้ทดลองแป้งชั้นในครั้งหน้า โดยนำแป้งมันผสมแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงสูตรหนึ่ง และแป้งข้าวจ้าวผสมแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงอีกสูตรหนึ่ง
ทีมวิจัยได้ทำการทดลองสูตรแป้งชั้นใน 2 สูตร สูตรแรกเป็นแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงผสมแป้งมันอย่างละครึ่ง สูตรที่สองเป็นแป้งหมี่ยี่ห้อผักกาดแดงผสมแป้งข้าวจ้าวอย่างละครึ่ง ผลการชิมหลังทอดเสร็จใหม่ๆ พบว่าสูตรแรกมีความอร่อยกว่า เป็นชั้นมากกว่า แต่มีปัญหาเรื่องอมน้ำมันเล็กน้อย ส่วนสูตรที่สองเป็นชั้นน้อยกว่า มีความแข็ง แต่ไม่มีปัญหาเรื่องการอมน้ำมัน จึงแนะนำว่าถ้าจะให้อร่อยเป็นเป็นชั้น น่าจะคงไว้ซึ่งส่วนผสมของแป้งมันแต่ลดปริมาณจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 30 แล้วใส่สมุนไพรตัวใหม่คือขิงผง

ตัวแปรที่ 2 สมุนไพรที่ใช้ผสมในเนื้อแป้ง ประสบการณ์ของกลุ่มสตรีปูยุดที่ลองผสมผงสำเร็จรูป ดอกคำฝอย ผงสำเร็จรูปชาเขียว และผงสำเร็จรูปกระเจี๊ยบ เหตุที่ไม่ใช้ดอกสด ใบสด หรือดอกสดมาต้มกับน้ำเพื่อให้ได้สี รส และกลิ่นนั้น เป็นเพราะไม่สามารถควบคุมความเข้มข้นได้ กะปริมาณในการใช้ได้ยาก จึงหันมาใช้ผงสำเร็จที่ตวงวัดได้ชัดเจน ผงสำเร็จรูปทั้ง 3 ชนิดได้ผลดังนี้
ผงดอกคำฝอย โรตีกรอบที่ได้มีสีสวยงาม เป็นสีเหลืองทองเหมาะกับขนมประเภททอด
ผงชาเขียว เป็นจุดอ่อนของโรตีกรอบตามประสบการณ์ของกลุ่มสตรีปูยุด หากทอดนานเกินไปจะไมได้สีของชาเขียว ถ้าใช้เวลาทอดน้อยเกินไป แม้ว่าจะได้สีสันสวยงาม แต่แป้งจะไม่สุกและอมน้ำมัน
ผงกระเจี๊ยบ โรตีกรอบที่ได้จะมีสีคล้ำ ไม่สวยงาม แต่รสชาติดี ลูกค้าที่ทดลองซื้อไปบริโภคพอใจ
งา ผสมงาลงไปในเนื้อแป้ง โรตีที่ได้มีความสวยงาม กลิ่นหอม รสชาติดี แต่ต้องควบคุมปริมาณการใส่งาไม่ให้มากเกินไป เพราะจะมีผลต่อการฟูของแป้ง และต้องควบคุมความร้อนระหว่างทอดให้อยู่ระดับปานกลาง เพื่อไม่ให้งาไหม้แต่แป้งจะไม่สุก
เมื่อกลุ่มสตรีปูยุด ได้ปรึกษาหารือกับนักวิชาการแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าการเลือกสมุนไพร ที่จะใช้กับของทอดอย่างโรตีกรอบ ควรเลือกใช้สมุนไพรที่ออกโทนสีเหลือง เช่น ขิง ตะไคร้ ฯลฯ ทีมวิจัยจึงจะลองเปลี่ยนชนิดของสมุนไพรตามคำแนะนำ สำหรับตามแผนงานของโครงการวิจัย ได้กำหนดให้ทดลอง นำเมล็ดงามาผสมในเนื้อแป้งแล้วทอด ครั้งแรก ทีมวิจัยได้ทดลองใส่งาขาวบุบพอแหลกปริมาณร้อยละ 10 ของเนื้อแป้ง ผลปรากฏว่าเวลาทอดออกมาแล้ว โรตีกรอบไม่ฟู ไม่เป็นชั้น ครั้งที่สองจึงลดปริมาณงาขาวบุบพอแหลกลงเหลือร้อยละ 7 โรตีกรอบที่ทอดฟูและเป็นชั้นมากขึ้น ขณะที่ความหอมมันของงาขาวยังคงอยู่ ส่วนสมุนไพรชนิดอื่นๆ ทีมวิจัยตกลงที่จะเลื่อนไปดำเนินการทดลองในระยะที่สองของโครงการวิจัย
การทดลองสูตรโรตีกรอบ กลุ่มได้ลองคลุกขิงผงตอนทอดแล้ว ได้รสชาติดีกว่าการใส่ในเนื้อแป้ง ขณะที่ผงชาเขียว คลุกกับโรตีหลังทอดแล้วไม่ดี มีรสขม ต้องผสมในเนื้อแป้ง 4.5 ช้อนโต๊ะ แล้วทอด งาให้คั่วพอสุก บุบพอแหลกคลุกกับโรตีกรอบหลังทอดจะได้รสชาติและกลิ่นที่หอม นอกจากนี้ยังได้คิดสูตรนำผงโกโก้ผสมกับนมข้นหวาน จิ้มกับโรตีกรอบ ได้รสชาติดีมาก น่าจะเจาะตลาดเด็กๆ ได้ จะลองวางจำหน่ายกลุ่มเด็กปอเนาะในหมู่บ้านก่อน

            ตัวแปรที่ 3 กรรมวิธีในการผลิต ประสบการณ์ของกลุ่มสตรีปูยุดจะทำโรตีกรอบชิ้นใหญ่ๆ เนื่องจากคำนึงถึงลูกค้า ในระดับท้องถิ่นที่มองว่า ปริมาณของขนมมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ แต่ด้วยขนาดของโรตีกรอบชิ้นโต จำนวนชั้นที่มาก มีผลโดยตรงต่อการอมน้ำมัน ซึ่งแทรกอยู่ตามชั้นของโรตีกรอบ ใช้เวลาสะเด็ดน้ำมันนาน จะจำหน่ายทันทีที่ทอดเสร็จไม่ได้ หากผู้รับซื้อไม่เข้าใจกระบวนการผลิต อาจรักษาตลาดโรตีกรอบไว้ไม่ได้
วิธีการสะเด็ดน้ำมัน ในแบบเดิมจะทำแบบง่ายๆ หลังจากช้อนโรตีกรอบมาพักไว้บนตะแกรงแล้ว จะจัดเรียงโรตีกรอบในตะกร้าพลาสติกทรงเหลี่ยม ด้านล่างจะรองด้วยถาด ระหว่างถาดกับตะกร้าจะวางถ้วยเล็กๆ ยกพื้นขึ้นมา เพื่อให้น้ำมันไหลลงในถาดได้ดีขึ้น เป็นภูมิปัญญาที่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ หาทางแก้
ต่อมาทีมวิจัยได้ค้นพบว่า การย่อส่วนโรตีกรอบให้มีชิ้นเล็กลง นอกจากจะคลึงแป้งได้ง่ายและเร็วแล้ว ยังสามารถทอดได้สุกทั่วถึง สะเด็ดน้ำมันได้ง่ายกว่าชิ้นใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการว่า หลังทอดโรตีกรอบเสร็จใหม่ๆ ให้ใช้ไดร์เป่าผมพ่นลมร้อนทันที เพื่อไล่น้ำมันให้แห้ง ผลที่ได้นับว่าเป็นที่พอใจของ ทีมวิจัย จึงเกิดแนวคิดว่ากลุ่มสตรีปูยุดควรมีตู้อบลมร้อนไว้ใช้ประโยชน์กับขนมประเภททอดที่กลุ่มผลิต เช่น โรตีกรอบ โดนัท ขนมซาลามัต (หน้าแตก) ฯลฯ
ทีมวิจัยได้ทดลองทำโรตีกรอบในสูตรผสมผสาน สลัดผักทานคู่กับแป้งโรตีทอดเนย และโรตีกรอบ พบว่ารสชาติดีแต่ไม่เข้ากัน ยังรู้สึกถึงรสชาติโรตีกรอบ และรสชาติของสลัดที่แยกกันชัดเจน การม้วนแป้งโรตีกับสลัด มีปัญหาคือการทอดไม่ดี แป้งไม่สุก ไม่ได้ผลดี
ต่อมาใช้น้ำพริกเผาทาบนโรตีกรอบและโรยไก่หยอง รสชาติดี แต่ต้องปรับสูตรน้ำพริกเผาให้เผ็ดน้อยลง จากนั้นลองอบโดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ ทาน้ำพริกเผาแล้วอบก่อนจะโรยไก่หยอง และทาพริกเผาโรยไก่หยองแล้วอบพร้อมกัน พบว่าวิธีการหลังทำให้ไก่หยองติดแน่นกว่า
ทีมวิจัยได้ลองอบโรตีกรอบแทนการทอด เพื่อทดลองว่าจะขึ้นฟูเป็นชั้นหรือไม่ ผลปรากฏว่าใช้เวลานาน ถึง 20 นาทีจนแป้งสุกกรอบ แต่ไม่ขึ้นเป็นชั้น สรุปว่าต้องกลับไปให้วิธีการทอดแบบเดิม
ทีมวิจัยยังทดลองทอด โดยใช้เนยผสมลงนวดในเนื้อแป้งแทนการใช้น้ำมัน พบว่าผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ใช้น้ำมัน แต่ต้นทุนสูงกว่า จึงสรุปว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้เนย

แหล่งที่มา     http://muslimchiangmai.net/index.php?topic=2934.0

ขนมบ้าบิ่น

ขนมบ้าบิ่น

ขนมหวานไทย : ขนมบ้าบิ่น

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

* หัวกะทิ 120 กรัม

* มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 100 กรัม

* แป้งมัน 40 กรัม

* แป้งข้าวเหนียว 80 กรัม

* น้ำตาลทราย 100 กรัม

* ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง

* ไข่ไก่ (ทั้งไข่ขาวและไข่แดง) 2 ฟอง

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยไปผสมกับ แป้งมัน, แป้งข้าวเหนียว, น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน

2. จากนั้นใส่ไข่ไก่ทั้งฟองและกะทิ คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี

3. ตักส่วนผสมเทใส่ถาด (หรือแบบที่เตรียมไว้) ควรทาน้ำมันบางๆที่ถาดเพื่อไม่ให้ขนมติดเมื่ออบเสร็จ จากนั้นจึงนำไปอบด้วยอุณหภูมิ ประมาณ 280 – 300 องศาเซลเซียสประมาณ 25 นาทีหรือจนสุกทั่ว

4. เมื่อขนมสุกแล้วนำออกมาแล้วทาด้วยไข่แดงที่หน้าขนม จากนั้นนำไปอบต่ออีกสักพัก จะได้ขนมที่มีหน้า เป็นสีน้ำตาล

5. เมื่ออบรอบสองแล้ว นำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น ตัดเป็นชิ้นๆเสริฟรับประทานได้ทันที

แหล่งที่มา   http://food.thaibizcenter.com/fdetail.asp?ftipsid=10257

ขนมวุ้นสังขยา

 

ขนมวุ้นสังขยา

ขนมหวานไทย : ขนมวุ้นสังขยาเครื่องปรุง + ส่วนผสม

* วุ้นผง 10 กรัม

* น้ำลอยดอกมะลิ 450 กรัม

* น้ำตาลทราย 150 กรัม

* หัวกะทิ 100 กรัม

* ไข่ไก่ 2 ฟอง

* ใบเตย

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. ผสมหัวกะทิกับน้ำตาลและไข่ไก่ โดยใช้ใบเตยขยำให้ส่วนผสมเข้ากัน และน้ำตาลละลาย จากนั้นนำไป กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก

2. ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อนๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิและวุ้นผงลงไป คนจนละลายเข้ากันดี จากนั้นจึง ใส่ส่วนผสมไข่กะทิ (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1 ลงไป) เร่งไฟให้แรงขึ้น รอจนส่วนผสมเดือด คนส่วนผสม ต่อเนื่องจนวุ้นมีลักษณะเหนียวเป็นยางมะตูม จึงปิดไฟ

3. เทส่วนผสมวุ้นสังขยาลงในแบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้หายร้อนสักพัก จึงใส่ตู้เย็น

4. เคาะวุ้นออกจากแบบ จัดใส่จานเสริฟ พร้อมรับประทานได้ทันที (ถ้ายังไม่รับประทาน ควรเก็บ ไว้ในตู้เย็นก่อน)

แหล่งที่มา     http://food.thaibizcenter.com/fdetail.asp?ftipsid=10258

ลูกชุบ

ลูกชุบ

ขนมหวานไทย : ลูกชุบ

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

* ถั่วเขียว 450 กรัม

* น้ำตาลทราย 200 กรัม (สำหรับผสมถั่ว)

* น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทำน้ำวุ้น)

* น้ำกะทิ 400 กรัม

* วุ้นผง 3 ช้อนโต๊ะ

* น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำวุ้น)

* สีผสมอาหาร

(อย่างน้อยแม่สี 3 สี : สีแดง, สีเหลืองและน้ำเงิน),

จานสีและพู่กัน

* ไม้จิ้มฟัน

(สำหรับเสียบถั่วที่ปั้นแล้วเพื่อแต่งสีและจิ้มลงในน้ำวุ้น)

* โฟม

(สำหรับเสียบถั่วปั้นระหว่างทำ ถ้าวางบนพื้นจะเสียทรง)

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน1. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกมาทำความสะอาด และแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำไปนึ่งให้สุก ใช้เวลาประมาณ 15 นาที)

2. เมื่อถั่วเขียวสุกดีแล้ว ให้นำไปใส่ในเครื่องปั่นไฟฟ้า พร้อมกับน้ำตาลทรายและน้ำกะทิ ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี

3. จากนั้นจึงเทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลือง (หรือกระทะเคลือบเทฟลอนก็ได้)และตั้งบนไฟอ่อนๆ ค่อยๆกวนจนข้นและเหนียว (ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที) จึงปิดไฟ และทิ้งไว้ให้เย็น (ถั่วต้องแห้ง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถนำไปปั้นได้)

4. ก่อนปั้นให้นวดส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้งจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงปั้นให้เป็นรูปทรงตามใจชอบ (ผัก, ผลไม้หรือสัตว์น่ารักๆ) เมื่อปั้นเสร็จให้เสียบไม้จิ้มฟันรอไว้ ควรปั้นส่วนผสมทั้งหมดให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ถั่วที่ปั้นเสร็จแล้วควรห่อไว้ด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ

5. ผสมสีผสมอาหารตามต้องการ แล้วจึงบรรจงแต่งสีลงบนถั่วปั้นให้เหมือนจริง หรือตามแต่ความชอบ

6. ทำน้ำวุ้นโดยผสมน้ำเปล่า, ผงวุ้นและน้ำตาล ลงในหม้อ นำไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง หมั่นคนอย่างสม่ำเสมอ รอจนส่วนผสมเดือด ช้อนฟองที่ลอยหน้าออก จึงหรี่ไฟลง

7. นำถั่วปั้นที่แต่งสีแล้วไปชุบในน้ำวุ้น ควรชุบประมาณ 2 – 3 ครั้ง ระหว่างชุบวุ้นต้องอุ่นน้ำวุ้นด้วยไฟอ่อนเพื่อไม่ให้วุ้นแข็ง ถ้าไม่พอก็ผสมน้ำวุ้นขึ้นใหม่ตามอัตราส่วนข้างต้น

8. นำลูกชุบออกจากไม้ิจิ้มฟัน ตัดแต่งเศษวุ้นส่วนเกินออกด้วยกรรไกร จัดใส่จาน เสริฟเป็นของว่างในวันสบายๆได้ทันที

แหล่งที่มา   http://food.thaibizcenter.com/fdetail.asp?ftipsid=10230

เปาะเปี๊ยะสด

เปาะเปี๊ยะสด

เปาะเปี๊ยะสด

ส่วนผสมที่ต้องเตรียมสำหรับเมนูเปาะเบี้ยะสดมีดังต่อไปนี้

  1. แผ่นเปาะเปี๊ยะจำนวน 10 แผ่น
  2. เนื้อหมูจำนวน 1 ขีด
  3. ถั่วงอกจำนวน 2 ขีด
  4. ข้าวคั่วป่นจำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
  5. เกลือป่นจำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ข่าสดจำนวน 2 แว่น
  7. ใบมะกรูดจำนวน 4 ใบ
  8. ซีอิ๊วขาวจำนวน 2 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกไทยดำเล็กน้อย
  10. ใบโหระพาจำนวน 3-4 ต้น
  11. ใบสะระแหน่จำนวน 3-4 ต้น
  12. ผักชีฝรั่งจำนวน 6-7 ใบ
  13. ผักกาดหอมจำนวน 10 ใบ

วิธีการทำเปาะเบี้ยะสด

  1. ล้างผักทุกชนิดที่เตรียมไว้ให้สะอาดเอี่ยมที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดสารเคมีตกค้างในผัก
  2. ซอยผักกาดหอมและผักชีฝรั่งพอหยาบๆ เด็ดใบสะระแหน่และใบโหระพาเป็นใบๆใส่จานใหญ่ให้สวยงาม
  3. หั่นเนื้อหมูออกเป็นชิ้น บางๆแล้วนำไปหมักซีอิ๊วขาวและเกลือป่น จากนั้นคลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้เครื่องปรุงรสซึมเข้าเนื้อหมู แล้วนำไปย่างด้วยไฟปานกลาง
  4. นำข่าและใบมะกรูดมาหั่น เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคั่วไฟอ่อนๆพอให้หอม จากนั้นให้นำมาโขลกรวมกันให้ละเอียด จากนั้นนำถั่วงอกที่สะเด็ดน้ำแล้วตามด้วยคอหมูย่าง ข้าวคั่ว พริกไทยดำ คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้กัน
  5. นำแผ่นเปาะเปี๊ยะไปชุบ น้ำอุ่น เพื่อทำให้แผ่นเปาะเปี๊ยะนั้นนุ่มขึ้นจากเดิมน่ากิน ทิ้งไว้สักพักแล้วให้นำแผ่นเปาะเปี๊ยะมาหอหมูย่างประมาณ 4-5 ชิ้น ถั่วงอกพอประมาณ จากนั้นพับหัวและท้ายให้สนิท รับประทานกับน้ำพริกไก่และผักได้ตามใจชอบ เพียงแค่นี้คุณก็จะได้เมนูเปาะเปี๊ยะสด ไว้ทำรับประทานที่บ้านได้แล้วละ

แหล่งที่มา   http://food.thaibizcenter.com/fdetail.asp?ftipsid=10212

ซาลาเปาทรงเครื่อง

ซาลาเปาทรงเครื่อง

ส่วนผสมแป้ง

แป้งสาลีตราบัวแดงร่อนแล้ว 2 ถ้วย
ยีสต์ 1 1/2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
น้ำ 1 1/2 ถ้วย
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมไส้ 

หมูตั้งสดหั่นชิ้นยาว 100 กรัม
แครอทหั่นชิ้นยาว 1 หัว
ข้าวโพดอ่อนผ่าครึ่งตามยาว 10 ฝัก
ไส้กรอกหั่นชิ้นตามยาว 5 ท่อน
กุนเชียงหั่นชิ้นยาว 1 อัน
กระดาษตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

วิธีทำซาลาเปาทรงเครื่อง

1. ผสมน้ำ น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ เข้าด้วยกัน
2. เคล้าแป้งสาลีกับยีสต์เข้าด้วยกัน ใส่ส่วนผสมข้อ 1 นวดเข้าด้วยกันจนแป้งนุ่ม พักแป้งไว้ 30 นาที
3. ตัดแป้งเป็นก้อน ก้อนละ 30 กรัม คลึงแห้งเป็นแผ่น วางหมูตั้ง แครอท ข้าวโพดอ่อน ไส้กรอก กุนเชียง ให้เครื่องทั้งหมดเลยแป้งด้านหนึ่งออกมาเล็กน้อย ม้วนให้แน่น วางซาลาเปาทรงเครื่องบนกระดาษ ทำจนหมด
4 เรียงซาลาเปาทรงเครื่องใส่ถาด พักไว้ให้แป้งขึ้นเป็น 2 เท่า นำไปนึ่งในน้ำเดือด ไฟแรง ประมาณ 10 นาที จนสุก รับประทานร้อนๆ

แหล่งที่มา    http://food.thaibizcenter.com/Bakery.asp?ftipsid=9763